- กระดึง สายลม คมดาบ - โก้วเล้ง (น.นพรัตน์)
- กระดุมกาลี - จิวนึ้ง (น.นพรัตน์) / ชุดยอดศาสตรา
- กระบี่กู้บัลลังก์ - เนี่ยอู๋เซ็ง (น.นพรัตน์) / เรื่องเดียวกับ รอยแหนเงาจอมยุทธ
- กระบี่กู้บู๊ลิ้ม - เอ็กย้ง (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่ก้องธรณี ภาคจบของกระบี่ปราบธรณี - จูเฉียบ (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่กระจายหอม - โก้วเล้ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่กระหายเลือด - ลิ้วชั้งเอี้ยง / น.นพรัตน์
- กระบี่เกรียงไกร - อ้อเล้งเซ็ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่จอมจักพรรดิ - อ้อเล้งเซ็ง (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่จอมภพ - ฮุ้นตงงัก (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่ใจพิสุทธิ์ - กิมย้ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่ชื่อเกรียงไกร - อึ้งเอ็ง (ว.ณ เมืองลุง) / (เรื่องเดียวกับแค้นมือกระบี่) - (น.นพรัตน์)
- กระบี่ดาวรุ่ง - ตั้งตงเพ้ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่ท่องยุทธจักร - อุนสุยอัน (น.นพรัตน์)
- กระบี่ทะลุฟ้า - อึ้งเอ็ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่นาคราช - ตังฮึงเอ็ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่นางพญา - กิมย้ง
- กระบี่นิลกาญจน์ - ตั้งแชฮุ้น (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่ประหารมาร - อ้อเล้งเซ็ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่ปราบธรณี - จูเฉียบ (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่ป้องปฐพี - อ้อเล้งเซ็ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่เผด็จศึก - เชาเยียกเปีย (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่พิชิตศึก - เซี่ยงกัวคี้ (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่พิศวาส - ซี่เบ๊จี่อิง (น.นพรัตน์)
- กระบี่พิโรธ - โก้วเล้ง (น.นพรัตน์) / ชุดหงส์ผงาดฟ้าตอนที่ 7
- กระบี่พระยม - อ้อเล้งเซ็ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่สยบเมฆา - ซีทู้ง้อ (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่สะท้านฟ้า - เซียวเส็ก (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่สุริยัน - ฉิ่นอั้ง ? (น.นพรัตน์)
- กระบี่หนือกระบี่ - ซี่เบ๊จี่อิง (น.นพรัตน์)
- กระบี่อาญา - กอย้ง (น.นพรัตน์)
- กระบีอำมหิต - ตั้งแชฮุ้น (น.นพรัตน์)
- กระบี่ไร้เทียมทาน - อึ้งเอ็ง (น.นพรัตน์) / (เรื่องเดียวกับจอมยุทธฮุ้นปวยเอี๊ยง) - (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่ไร้เทียมทาน ภาคสมบูรณ์ - อึ้งเอ็ง (น.นพรัตน์) / (เรื่องเดียวกับไหมฟ้าปาฎิหารย์) - (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่ล้างแค้น - อ้อเล้งเซ็ง (ว.ณ เมืองลุง)
- กระบี่โลหิตทิ้งรอย - ตั้งแชฮุ้น (น.นพรัตน์)
- กระบี่ไม้หอม - จิวนึ้ง / ยอดศาสตรา
- กระบี่เย้ยยุทธจักร - กิมย้ง (น.นพรัตน์)
- กระบี่ไร้เทียมทาน - อึ้งเอ็ง
- กระบี่เลือดเดือด - อุนสุยอัน (น.นพรัตน์)
- กระบี่อมตะ - โก้วเล้ง / อาวุธของโก้วเล้ง
- กระบองนิลกาญจน์ - อี่บุ้น (ว.ณ เมืองลุง)
- กระพรวนเลือด - เซาะงัง (น.นพรัตน์)
- กวีในดงดาบ - อุนสุยอัน
- ก๊วยเจ๋ง ยอดวีรบุรุษ - กิมย้ง (น.นพรัตน์) / (เรื่องเดียวกับมังกรหยก) - (น. นพรัตน์)
- ก้องพสุธา - ตังฮึงเง็ก (น.นพรัตน์)
- กิมฮุดชิ้ว - เชาเยียกเปีย (ว.ณ เมืองลุง)
- กิมง้วยเม้ง - ตั้งแชฮุ้น (ว.ณ เมืองลุง) / (เรื่องเดียวกับทูตมัจจุราช - น.นพรัตน์ )
- กำเทียนลก - กอย้ง (ว.ณ เมืองลุง)
- กำแพงมรณะ - - (โบตั๋น)
- เกาะมหาภัย - โก้วเล้ง (น.นพรัตน์) / ชุดหงส์ผงาดฟ้าตอนที่ 6
- เกาทัณฑ์รันทด - อุนสุยอัน (น.นพรัตน์)
- เกาทัณฑ์สยบฟ้า - ซี่เบ๊จี่อิง (ว.ณ เมืองลุง)
- เก้ามัจจุมาร - เซียวเล็ก (น.นพรัตน์)
- กวนอิมมรกต - (ว.ณ เมืองลุง)
Tuesday, November 17, 2015
รายชื่อนวนิยายกำลังภายใน
ก
Monday, November 2, 2015
อนาคตไทยเชิงเปรียบเทียบ ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ผมขออนุญาตนำเสนอถึงอนาคตของประเทศไทยในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน
และประเทศมหาอำนาจของโลก อันได้แก่ จีน ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
แถมด้วยอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดประชากรอันดับที่สองของโลก
และประเทศเหล่านี้ต่างมีความสำคัญกับประเทศไทยของเราไม่น้อย
จึงขออนุญาตนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เห็น
ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดมาจากเว็บไซต์ของซีไอเอ
หรือหน่วยข่าวกรองชื่อดังของสหรัฐอเมริกานั่นเอง
ประเทศไทยของเรามีขนาดประเทศ 513,120 ตารางกิโลเมตร หากเทียบกับประเทศในอาเซียนก็เล็กกว่าเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งใหญ่กว่าไทยถึง 3.53 เท่า และประเทศเมียนมาร์ ซึ่งใหญ่กว่าไทย 27% แสดงว่าบรรพบุรุษของเขารบเก่ง เก็บที่ไว้ให้ลูกหลานมากมาย แม้จะเคยกลายเป็นเมืองขึ้นอังกฤษถึงเกือบร้อยปี เพราะพระราชาของเขาไม่ยอมศิโรราบต่ออังกฤษ แถมเมื่อแพ้สงครามยังถูกจับไปเป็นเชลยอยู่อินเดียเสียอีก
อย่างกัมพูชามีขนาดประเทศเพียง 1/3 ของไทย ฟิลิปปินส์และลาวก็มีขนาดราวครึ่งหนึ่งของไทย เวียดนามและมาเลเซียก็ราว 2/3 ของไทย ส่วนบรูไนและสิงคโปร์ก็เป็นมีขนาดไม่ถึง 1% ของไทยด้วยซ้ำไป ยิ่งหากดูญี่ปุ่น ก็มีขนาดเพียง 3/4 ของไทย ส่วนอินเดียมีขนาดประมาณ 6 เท่าของไทย ส่วนสหรัฐอเมริกาและจีนมีขนาด 18 และ 19 เท่าของไทย ซึ่งนับว่าใหญ่มาก
ในแง่ประชากร ไทยเรามีเกือบ 68 ล้านคนแล้ว อินโดนีเซียนับเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดถึง 253 ล้านหรือเกือบ 4 เท่าของไทย ฟิลิปปินส์มีประชากรมากกว่าไทย 59% เวียดนามมีมากกว่าไทย 38% ส่วนเมียนมาร์ที่มีขนาดประเทศใหญ่กว่าแต่มีประชากรเพียง 82% ของไทย มาเลเซียก็ราว 44% ของไทย กัมพูชามีเพียง 1/4 ของไทย ส่วนประชากรลาวมีเพียง 1/10 ของไทยเท่านั้น
เมื่อพิจารณาถึงความหนาแน่นของประชากร ไทยมีประชากรราว 132 คนต่อตารางกิโลเมตร ลาวมีเพียง 29 คนต่อตารางกิโลเมตร จึงทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและน้ำได้เพียงพอและสามารถส่งออกได้ น่าสังเกตว่าประชากรของสิงคโปร์อยู่กันถึง 8,104 คนต่อตารางกิโลเมตร หนาแน่นกว่ากรุงเทพมหานครที่มีความหนาแน่นเพียง 3,500 คนต่อตารางกิโลเมตร แต่ปรากฏว่าสิงคโปร์กลับไม่มีสภาพแออัด เพราะเขาอยู่กันอย่างหนาแน่นในแนวสูง ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ไทยพึงศึกษาเป็นเยี่ยงอย่าง จะได้ไม่ทำลายพื้นที่ชนบทโดยรอบไปหมด
นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของไทยที่อัตราการเพิ่มของประชากรเพียง 0.4% ต่อปี จึงไม่มีจำนวนประชากรมากจนเกินไป ซึ่งก็พอ ๆ กับจีน ส่วนญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่จำนวนประชากรติดลบหรือลดลงปีละ 0.1% ขณะนี้จีนมีประชากรมากที่สุดถึง 1,356 ล้านคน ตามมาด้วยอินเดีย 1,236 ล้านคน และมีโอกาสเป็นไปได้ที่อินเดียจะมีประชากรมากกว่าจีนในเวลาอีกไม่เกิน 12 ปี
สัดส่วนประชากรเมืองเป็นประเด็นที่ พึงพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง น่าแปลกที่ไทยมีประชากรเมืองเพียง 34% ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนโดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ กลับมีสัดส่วนประชากรเมืองสูงกว่าไทยมาก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะประเทศเหล่านี้ เป็นประเทศเกาะ จึงมีประชากรอยู่ตามเมืองท่ามากกว่า ส่วนไทยมีชนบทอันไพศาล ที่ขยายตัวจากการบุกรุกป่ามาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปีที่ผ่านมา จึงมีประชากรเมืองน้อยกว่า
ยิ่งกว่านั้น ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว ญี่ปุ่นต่างมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง ประชาชนไปอยู่ไม่ค่อยได้ จึงทำให้ อยู่กันตามเมืองท่า ตามที่ราบชายทะเลเป็นหลัก จึงรักษาป่าไม้ไว้ได้มากกว่าไทย ส่วนไทยนั้นมีพื้นราบมากกว่า เช่นเดียวกับเกาะชวาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นที่ราบมาก จึงทำให้แทบทั้งเกาะกลายสภาพเป็นพื้นที่เมือง ส่วนเกาะอื่น ๆ มีประชากรน้อยกว่ามาก เกาะชวาที่มีขนาดเพียง 27% ของประเทศไทย มีประชากรอยู่ถึง 143 ล้านหรือ 56% ของประชากรอินโดนีเซียทั้งหมด มีความหนาแน่นถึง 1,030 คนต่อตารางกิโลเมตร
ในแง่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติพบว่า ขนาดเศรษฐกิจอินโดนีเซียใหญ่สุดคือเท่ากับ 2 เท่าของไทย จึงถือว่าประเทศนี้เป็นยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งตื่นจากหลับ สิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 50% ของไทย ซึ่งถือว่ามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพียงเล็กน้อย อาจกล่าวได้ว่ามาเลเซียมีขนาดเศรษฐกิจราว 3/4 ของไทย ส่วนฟิลิปปินส์มีขนาด 2/3 และเวียดนามกับสิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจเท่ากับครึ่งหนึ่งของไทย
แต่เมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติต่อหัว จะพบว่าคนสิงคโปร์รวยกว่าคนไทยถึง 6 เท่า ทั้งที่เมื่อสิบปีก่อนรวยกว่าเพียง 5 เท่า แสดงว่าสิงคโปร์เจริญเร็วกว่าไทยมาก ชาวบรูไนก็รวยกว่าคนไทย 5 เท่า พอ ๆ กับชาวสหรัฐอเมริกา ส่วนคนญี่ปุ่นรวยกว่าไทย 4 เท่า ที่น่าสังเกตก็คือจีนมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเท่าไทยแล้ว ทั้งที่เมื่อ 30 ปีก่อนหากกันมาก ผมจำได้ว่าตอนไปเรียนเบลเยียมเมื่อปี 2529 สถาปนิกจีนมีรายได้เป็นเงินไทยเพียง 400 บาท ขณะที่สถาปนิกไทยในขณะนี้คงมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท
ทุกประเทศที่นำมาเปรียบเทียบมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดี กว่าไทยแทบทั้งสิ้น ยกเว้นญี่ปุ่นประเทศเดียว จากข้อมูลของธนาคารโลก พบว่า ในปี 2558-2559 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนและเอเซียตะวันออกจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 7% โดยเฉลี่ย แต่ของไทยคงเฉลี่ยเพียง 4-4.5% เท่านั้น ข้อนี้เป็นข้อน่ากังวลว่าในไม่ช้าประเทศที่ด้อยกว่าไทยจะกระโดด ขึ้นมาหายใจรดต้นคอไทยแล้ว
สำหรับสัดส่วนประชากรยากจน พบว่าคนไทย 13.2% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แน่นอนว่าประเทศที่ยากจนกว่าไทยส่วนใหญ่จะมี สัดส่วนประชากรยากจนสูงกว่าไทย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่แตกต่าง กัน การเป็นคนจนในประเทศไทยยังดีที่เรายังมีชนบทอันไพศาล มีเศรษฐกิจการยังชีพที่ไม่ใช้เงิน (Subsistence Economy) เช่นปลูกข้าว ผัก จับกบเขียดหากินได้พอสมควร แต่ถ้าเป็นคนจน คนไร้บ้านในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ชีวิตคงแร้นแค้น ฟื้นคืนได้ยากกว่า
ว่าที่จริงแล้วประเทศเช่นกัมพูชา ลาว เป็นประเทศที่มีลักษณะพึ่งพิงประเทศไทยเป็นอย่างมาก หากเราสามารถรักษาไว้เป็นพวก คงจะดีไม่น้อย และเป็นโอกาสในการลงทุนของคนไทยได้อีกด้วย นอกจากนี้เมียนมาร์และเวียดนาม ก็เป็นแหล่งการค้าและการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับนโยบายการต่างประเทศที่ชาญฉลาดของไทย แต่ในขณะนี้ไทยยังไม่เป็นประเทศประชาธิปไตย ยังไม่อาจเป็นผู้นำในอาเซียนได้ดังเก่า ซึ่งคงต้องพยายามต่อไป
จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ประเทศที่ควรลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดก็คืออินโดนีเซียและ ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีข้อกฎหมายที่คล้ายคลึงกับไทย ส่วนประเทศอินโดจีนยังเป็นลักษณะประเทศ สังคมนิยมที่มีข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน ส่วนหากจะลงทุนซื้อทรัพย์สิน ก็ควรพิจารณาสิงคโปร์ ซึ่งนักลงทุนมาเลเซีย และอินโดนีเซียให้ความสนใจไปลงทุนมากเป็นพิเศษ
สำหรับประเทศพี่ใหญ่ของไทยคือจีนและอินเดียนั้นน่าสนใจเป็นอย่าง ยิ่งในแง่ประชากร หากนับจำนวนประชากรที่มีรายได้ระดับสูง 10% แรกก็มีจำนวน 124-136 ล้านคนเข้าไปแล้ว หากสามารถนำมาท่องเที่ยวและลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ก็คงทำให้ไทยเจริญขึ้นอีกมาก แต่ขณะนี้ไทยยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ คงเป็น ที่หนักใจในการลงทุน และเสียโอกาสไปเป็นอย่างมาก
และอีกอย่างหากจะให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ก็พึงมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และอาจรวมภาษีมรดก เพื่อเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างชาติได้ด้วย ในอาเซียนมีเพียงบรูไนที่รวยกว่าไทย และเมียนมาร์ที่จนกว่าไทยมาก รวมทั้งประเทศไทยที่ยังไม่มีภาษีนี้ ดังนั้นหากเปิดให้ต่างชาติซื้อ อสังหาริมทรัพย์ในไทยโดยไม่มีกฎหมายนี้ (เพราะผู้ยิ่งใหญ่ในไทยไม่ยอมเสียภาษี) ก็เท่ากับเราให้ต่างชาติยกแผ่นดินให้ต่างชาติฟรี ๆ ไป
โดยสรุปแล้วหนทางข้างหน้าของไทย ยังขรุขระ เราต้องร่วมกันพัฒนาประเทศ พัฒนาประชาธิปไตยเพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และโอกาสความเจริญของชาติไทยเรา
ที่มา:http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_anpg.php?strquey=area_announcement836.htm
ประเทศไทยของเรามีขนาดประเทศ 513,120 ตารางกิโลเมตร หากเทียบกับประเทศในอาเซียนก็เล็กกว่าเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งใหญ่กว่าไทยถึง 3.53 เท่า และประเทศเมียนมาร์ ซึ่งใหญ่กว่าไทย 27% แสดงว่าบรรพบุรุษของเขารบเก่ง เก็บที่ไว้ให้ลูกหลานมากมาย แม้จะเคยกลายเป็นเมืองขึ้นอังกฤษถึงเกือบร้อยปี เพราะพระราชาของเขาไม่ยอมศิโรราบต่ออังกฤษ แถมเมื่อแพ้สงครามยังถูกจับไปเป็นเชลยอยู่อินเดียเสียอีก
อย่างกัมพูชามีขนาดประเทศเพียง 1/3 ของไทย ฟิลิปปินส์และลาวก็มีขนาดราวครึ่งหนึ่งของไทย เวียดนามและมาเลเซียก็ราว 2/3 ของไทย ส่วนบรูไนและสิงคโปร์ก็เป็นมีขนาดไม่ถึง 1% ของไทยด้วยซ้ำไป ยิ่งหากดูญี่ปุ่น ก็มีขนาดเพียง 3/4 ของไทย ส่วนอินเดียมีขนาดประมาณ 6 เท่าของไทย ส่วนสหรัฐอเมริกาและจีนมีขนาด 18 และ 19 เท่าของไทย ซึ่งนับว่าใหญ่มาก
ในแง่ประชากร ไทยเรามีเกือบ 68 ล้านคนแล้ว อินโดนีเซียนับเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดถึง 253 ล้านหรือเกือบ 4 เท่าของไทย ฟิลิปปินส์มีประชากรมากกว่าไทย 59% เวียดนามมีมากกว่าไทย 38% ส่วนเมียนมาร์ที่มีขนาดประเทศใหญ่กว่าแต่มีประชากรเพียง 82% ของไทย มาเลเซียก็ราว 44% ของไทย กัมพูชามีเพียง 1/4 ของไทย ส่วนประชากรลาวมีเพียง 1/10 ของไทยเท่านั้น
เมื่อพิจารณาถึงความหนาแน่นของประชากร ไทยมีประชากรราว 132 คนต่อตารางกิโลเมตร ลาวมีเพียง 29 คนต่อตารางกิโลเมตร จึงทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและน้ำได้เพียงพอและสามารถส่งออกได้ น่าสังเกตว่าประชากรของสิงคโปร์อยู่กันถึง 8,104 คนต่อตารางกิโลเมตร หนาแน่นกว่ากรุงเทพมหานครที่มีความหนาแน่นเพียง 3,500 คนต่อตารางกิโลเมตร แต่ปรากฏว่าสิงคโปร์กลับไม่มีสภาพแออัด เพราะเขาอยู่กันอย่างหนาแน่นในแนวสูง ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ไทยพึงศึกษาเป็นเยี่ยงอย่าง จะได้ไม่ทำลายพื้นที่ชนบทโดยรอบไปหมด
นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของไทยที่อัตราการเพิ่มของประชากรเพียง 0.4% ต่อปี จึงไม่มีจำนวนประชากรมากจนเกินไป ซึ่งก็พอ ๆ กับจีน ส่วนญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่จำนวนประชากรติดลบหรือลดลงปีละ 0.1% ขณะนี้จีนมีประชากรมากที่สุดถึง 1,356 ล้านคน ตามมาด้วยอินเดีย 1,236 ล้านคน และมีโอกาสเป็นไปได้ที่อินเดียจะมีประชากรมากกว่าจีนในเวลาอีกไม่เกิน 12 ปี
สัดส่วนประชากรเมืองเป็นประเด็นที่ พึงพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง น่าแปลกที่ไทยมีประชากรเมืองเพียง 34% ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนโดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ กลับมีสัดส่วนประชากรเมืองสูงกว่าไทยมาก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะประเทศเหล่านี้ เป็นประเทศเกาะ จึงมีประชากรอยู่ตามเมืองท่ามากกว่า ส่วนไทยมีชนบทอันไพศาล ที่ขยายตัวจากการบุกรุกป่ามาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปีที่ผ่านมา จึงมีประชากรเมืองน้อยกว่า
ยิ่งกว่านั้น ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว ญี่ปุ่นต่างมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง ประชาชนไปอยู่ไม่ค่อยได้ จึงทำให้ อยู่กันตามเมืองท่า ตามที่ราบชายทะเลเป็นหลัก จึงรักษาป่าไม้ไว้ได้มากกว่าไทย ส่วนไทยนั้นมีพื้นราบมากกว่า เช่นเดียวกับเกาะชวาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นที่ราบมาก จึงทำให้แทบทั้งเกาะกลายสภาพเป็นพื้นที่เมือง ส่วนเกาะอื่น ๆ มีประชากรน้อยกว่ามาก เกาะชวาที่มีขนาดเพียง 27% ของประเทศไทย มีประชากรอยู่ถึง 143 ล้านหรือ 56% ของประชากรอินโดนีเซียทั้งหมด มีความหนาแน่นถึง 1,030 คนต่อตารางกิโลเมตร
ในแง่ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติพบว่า ขนาดเศรษฐกิจอินโดนีเซียใหญ่สุดคือเท่ากับ 2 เท่าของไทย จึงถือว่าประเทศนี้เป็นยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งตื่นจากหลับ สิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 50% ของไทย ซึ่งถือว่ามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพียงเล็กน้อย อาจกล่าวได้ว่ามาเลเซียมีขนาดเศรษฐกิจราว 3/4 ของไทย ส่วนฟิลิปปินส์มีขนาด 2/3 และเวียดนามกับสิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจเท่ากับครึ่งหนึ่งของไทย
แต่เมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติต่อหัว จะพบว่าคนสิงคโปร์รวยกว่าคนไทยถึง 6 เท่า ทั้งที่เมื่อสิบปีก่อนรวยกว่าเพียง 5 เท่า แสดงว่าสิงคโปร์เจริญเร็วกว่าไทยมาก ชาวบรูไนก็รวยกว่าคนไทย 5 เท่า พอ ๆ กับชาวสหรัฐอเมริกา ส่วนคนญี่ปุ่นรวยกว่าไทย 4 เท่า ที่น่าสังเกตก็คือจีนมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเท่าไทยแล้ว ทั้งที่เมื่อ 30 ปีก่อนหากกันมาก ผมจำได้ว่าตอนไปเรียนเบลเยียมเมื่อปี 2529 สถาปนิกจีนมีรายได้เป็นเงินไทยเพียง 400 บาท ขณะที่สถาปนิกไทยในขณะนี้คงมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท
ทุกประเทศที่นำมาเปรียบเทียบมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดี กว่าไทยแทบทั้งสิ้น ยกเว้นญี่ปุ่นประเทศเดียว จากข้อมูลของธนาคารโลก พบว่า ในปี 2558-2559 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนและเอเซียตะวันออกจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 7% โดยเฉลี่ย แต่ของไทยคงเฉลี่ยเพียง 4-4.5% เท่านั้น ข้อนี้เป็นข้อน่ากังวลว่าในไม่ช้าประเทศที่ด้อยกว่าไทยจะกระโดด ขึ้นมาหายใจรดต้นคอไทยแล้ว
สำหรับสัดส่วนประชากรยากจน พบว่าคนไทย 13.2% มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แน่นอนว่าประเทศที่ยากจนกว่าไทยส่วนใหญ่จะมี สัดส่วนประชากรยากจนสูงกว่าไทย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่แตกต่าง กัน การเป็นคนจนในประเทศไทยยังดีที่เรายังมีชนบทอันไพศาล มีเศรษฐกิจการยังชีพที่ไม่ใช้เงิน (Subsistence Economy) เช่นปลูกข้าว ผัก จับกบเขียดหากินได้พอสมควร แต่ถ้าเป็นคนจน คนไร้บ้านในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ชีวิตคงแร้นแค้น ฟื้นคืนได้ยากกว่า
ว่าที่จริงแล้วประเทศเช่นกัมพูชา ลาว เป็นประเทศที่มีลักษณะพึ่งพิงประเทศไทยเป็นอย่างมาก หากเราสามารถรักษาไว้เป็นพวก คงจะดีไม่น้อย และเป็นโอกาสในการลงทุนของคนไทยได้อีกด้วย นอกจากนี้เมียนมาร์และเวียดนาม ก็เป็นแหล่งการค้าและการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับนโยบายการต่างประเทศที่ชาญฉลาดของไทย แต่ในขณะนี้ไทยยังไม่เป็นประเทศประชาธิปไตย ยังไม่อาจเป็นผู้นำในอาเซียนได้ดังเก่า ซึ่งคงต้องพยายามต่อไป
จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ประเทศที่ควรลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดก็คืออินโดนีเซียและ ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีข้อกฎหมายที่คล้ายคลึงกับไทย ส่วนประเทศอินโดจีนยังเป็นลักษณะประเทศ สังคมนิยมที่มีข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน ส่วนหากจะลงทุนซื้อทรัพย์สิน ก็ควรพิจารณาสิงคโปร์ ซึ่งนักลงทุนมาเลเซีย และอินโดนีเซียให้ความสนใจไปลงทุนมากเป็นพิเศษ
สำหรับประเทศพี่ใหญ่ของไทยคือจีนและอินเดียนั้นน่าสนใจเป็นอย่าง ยิ่งในแง่ประชากร หากนับจำนวนประชากรที่มีรายได้ระดับสูง 10% แรกก็มีจำนวน 124-136 ล้านคนเข้าไปแล้ว หากสามารถนำมาท่องเที่ยวและลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ก็คงทำให้ไทยเจริญขึ้นอีกมาก แต่ขณะนี้ไทยยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ คงเป็น ที่หนักใจในการลงทุน และเสียโอกาสไปเป็นอย่างมาก
และอีกอย่างหากจะให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ก็พึงมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และอาจรวมภาษีมรดก เพื่อเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างชาติได้ด้วย ในอาเซียนมีเพียงบรูไนที่รวยกว่าไทย และเมียนมาร์ที่จนกว่าไทยมาก รวมทั้งประเทศไทยที่ยังไม่มีภาษีนี้ ดังนั้นหากเปิดให้ต่างชาติซื้อ อสังหาริมทรัพย์ในไทยโดยไม่มีกฎหมายนี้ (เพราะผู้ยิ่งใหญ่ในไทยไม่ยอมเสียภาษี) ก็เท่ากับเราให้ต่างชาติยกแผ่นดินให้ต่างชาติฟรี ๆ ไป
โดยสรุปแล้วหนทางข้างหน้าของไทย ยังขรุขระ เราต้องร่วมกันพัฒนาประเทศ พัฒนาประชาธิปไตยเพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และโอกาสความเจริญของชาติไทยเรา
ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับ ปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน
ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (www.area.co.th): ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับ ปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information ในเวลาเดียวกัน
Friday, July 31, 2015
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R และ 4C ซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้
- 3 R ได้แก่ Reading (การอ่าน), การเขียน(Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ
- 4 C (Critical Thinking - การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativity-ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านการศึกษาแบบใหม่
- ระบบสนับสนุนการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ 21 (21st Century Support
Systems)
เป็นปัจจัยสนับสนุนที่จะทาให้ผู้เรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21 ตามโมเดลที่กล่าวถึง ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญจะประกอบไปด้วย
- มาตรฐานในศตวรรษที่ 21 (21st Century Standards) จุดเน้น (1) เน้นทักษะ ความรู้และความเชี่ยวชาญที่เกิดกับผู้เรียน (2). สร้างความรู้ความเข้าใจในการเรียนในเชิงสหวิทยาการระหว่างวิชาหลักที่เป็น จุดเน้น (3) มุ่งเน้นการสร้างความรู้และเข้าใจในเชิงลึกมากกว่าการสร้างความรู้แบบ ผิวเผิน (4) ยกระดับความสามารถผู้เรียนด้วยการให้ข้อมูลที่เป็นจริง การใช้สื่อหรือเครื่องมือที่มีคุณภาพจากการเรียนรู้ในสถานศึกษา การทางานและในการดารงชีวิตประจาวัน ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมายและสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และ (5) ใช้หลักการวัดประเมินผลที่มีคุณภาพระดับสูง
- การประเมินทักษะในศตวรรษที่ 21 (Assessment of 21st Century Skills) จุดเน้น (1) สร้างความสมดุลในการประเมินผลเชิงคุณภาพ โดยการใช้แบบทดสอบมาตรฐานสาหรับการทดสอบย่อยและทดสอบรวมสาหรับการประเมินผล ในชั้นเรียน (2) เน้นการนำประโยชน์ของผลสะท้อนจากการปฏิบัติของผู้เรียนมาปรับปรุงแก้ไขงาน (3) ใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการทดสอบวัดและประเมินผลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (4) สร้างและพัฒนาระบบแฟ้มสะสมงาน (Portfolios) ของผู้เรียนให้เป็นมาตรฐานและมีคุณภาพ
- หลักสูตรและการสอนในศตวรรษที่ 21 (21st Century Curriculum & Instruction) จุดเน้น (1) การสอนให้เกิดทักษะการเรียนในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นเชิงสหวิทยาการของวิชาแกนหลัก (2) สร้างโอกาสที่จะประยุกต์ทักษะเชิงบูรณาการข้ามสาระเนื้อหา และสร้างระบบการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะเป็นฐาน (Competency-based) (3) สร้างนวัตกรรมและวิธีการเรียนรู้ในเชิงบูรณาการที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวเกื้อ หนุน การเรียนรู้แบบสืบค้น และวิธีการเรียนจากการใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based) เพื่อการสร้างทักษะขั้นสูงทางการคิด และ (4) บูรณาการแหล่งเรียนรู้ (Learning Resources) จากชุมชนเข้ามาใช้ในโรงเรียน
- การพัฒนาทางวิชาชีพในศตวรรษที่ 21 (21st Century Professional Development) (1) จุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อการสร้างครูให้เป็นผู้ที่มีทักษะความรู้ความสามารถใน เชิงบูรณาการ การใช้เครื่องมือและกำหนดยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติในชั้นเรียน และสร้างให้ครูมีความสามรรถในการวิเคราะห์และกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ได้ เหมาะสม (2) สร้างความสมบูรณ์แบบในมิติของการสอนด้วยเทคนิควิธีการสอนที่หลากหลาย (3) สร้างให้ครูเป็นผู้มีทักษะความรู้ความสามารถในเชิงลึกเกี่ยวกับการแก้ปัญหา การคิดแบบวิจารณญาณ และทักษะด้านอื่นๆที่สำคัญต่อวิชาชีพ (4) เป็นยุคแห่งการสร้างสมรรถนะทางวิชาชีพให้เกิดขึ้นกับครูเพื่อเป็นตัวแบบ ( Model ) แห่งการเรียนรู้ของชั้นเรียนที่จะนาไปสู่การสร้างทักษะการเรียนรู้ให้เกิด ขึ้นกับผู้เรียนได้อย่างมีคุณภาพ (5) สร้างให้ครูเป็นผู้ที่มีความสามารถวิเคราะห์ผู้เรียนได้ทั้งรูปแบบการเรียน สติปัญญา จุดอ่อนจุดแข็งในตัวผู้เรียน เหล่านี้เป็นต้น (6) ช่วยให้ครูได้เกิดการพัฒนาความสามารถให้สูงขึ้นเพื่อนาไปใช้สาหรับการกำหนด กลยุทธ์ทางการสอนและจัดประสบการณ์ทางการเรียนได้เหมาะสมกับบริบททางการเรียน รู้ (7) สนับสนุนให้เกิดการประเมินผู้เรียนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างทักษะและเกิดการ พัฒนาการเรียนรู้ (8) แบ่งปันความรู้ระหว่างชุมชนทางการเรียนรู้โดยใช้ช่องทางหลากหลายในการสื่อ สารให้เกิดขึ้น และ (9) สร้างให้เกิดตัวแบบที่มีการพัฒนาทางวิชาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
- สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (21st Century Learning Environment ) (1) สร้างสรรค์แนวปฏิบัติทางการเรียน การรับการสนับสนุนจากบุคลากรและสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เกื้อหนุน เพื่อช่วยให้การเรียนการสอนบรรลุผล (2) สนับสนุนทางวิชาชีพแก่ชุมชนทั้งในด้านการให้การศึกษา การมีส่วนร่วม การแบ่งปันสิ่งปฏิบัติที่เป็นเลิศระหว่างกันรวมทั้งการบูรณาการหลอมรวมทักษะ หลากหลายสู่การปฏิบัติในชั้นเรียน (3) สร้างผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากสิ่งที่ปฏิบัติจริงตามบริบท โดยเฉพาะการเรียนแบบโครงงาน (4) สร้างโอกาสในการเข้าถึงสื่อเทคโนโลยี เครื่องมือหรือแหล่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ (5) ออกแบบระบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมทั้งการเรียนเป็นกลุ่มหรือการเรียนรายบุคคล และ (6) นำไปสู่การพัฒนาและขยายผลสู่ชุมชนทั้งในรูปแบบการเผชิญหน้าหรือระบบออนไลน์
Wednesday, June 11, 2014
20 วิธีทำให้สมองดีได้ทั้งวัน
1. ตื่นขึ้นมาแล้วให้พูดว่า "หลับสบายดีจัง" แม้จะนอนน้อยก็ตาม
2. แบ่งเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงแรกของวัน อ่านหนังสือดีๆ
3. เดินเล่น สังเกตรอบตัว ลองค้นหาว่าทิศไหนคือทิศตะวันออก
4. หายใจเข้าลึกๆ และหายใจออกยาวๆ ให้ลมออกมาให้หมด
5. เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ให้รู้สึกถึงรสชาติที่ลิ้นกำลังรับรสอยู่
6. นั่ง เดิน ยืน ให้หลังตรง เพื่อให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
7. ทำงานยาวไม่เกิน 90 นาที พัก 10 นาที จึงค่อยทำงานต่อ
8. ยิ้มหน้ากระจก ทำหน้าแปลกๆ ที่ไม่เคยทำ ใส่ใจเลือกเสื้อผ้า
9. พูดคุยกับคนที่ไม่ใช่คนในครอบครัววันละ 3 คน
10. แปรงฟันหรือพิมพ์ข้อความด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด
11. ฝึกเล่นดนตรี ร้องคาราโอเกะ ฟังเพลงคลาสสิก
12. ดูรายการทีวีที่ไม่เคยดู กินอาหารร้านที่ไม่เคยไปกินมาก่อน
13. ลองนึกดูว่าอาหารของเมื่อวาน 3 มื้อ เรากินอะไรบ้าง
14. อ่านหนังสือเร็วๆ เพื่อให้สมองได้ทำงานสองซีก
15. อ่านคู่มือการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า อ่านเมนูอาหาร
16. เขียนหนังสือด้วยดินสอลงบนกระดาษ อย่าเอาแต่พิมพ์
17. ปลูกต้นไม้ขี่จักรยาน สูดกลิ่นธรรมชาติ เดินเท้าเปล่าบนหญ้า
18. ฝึกเป็นคนที่มีความซาบซึ้งในสิ่งรอบตัว เพื่อสร้างความทรงจำ
19. ใช้ชีวิตอย่างประหยัด ไปเที่ยวเอาของไปให้น้อยที่สุด
20. เข้านอนพร้อมคำพูดว่า "พรุ่งนี้ต้องมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นแน่นอน"
Tuesday, July 23, 2013
Monday, July 22, 2013
Saturday, July 13, 2013
Subscribe to:
Posts (Atom)










