ผมขออนุญาตนำเสนอถึงอนาคตของประเทศไทยในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน
และประเทศมหาอำนาจของโลก อันได้แก่ จีน ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
แถมด้วยอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดประชากรอันดับที่สองของโลก
และประเทศเหล่านี้ต่างมีความสำคัญกับประเทศไทยของเราไม่น้อย
จึงขออนุญาตนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เห็น
ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดมาจากเว็บไซต์ของซีไอเอ
หรือหน่วยข่าวกรองชื่อดังของสหรัฐอเมริกานั่นเอง
ประเทศไทยของเรามี
ขนาดประเทศ
513,120 ตารางกิโลเมตร
หากเทียบกับประเทศในอาเซียนก็เล็กกว่าเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย
ซึ่งใหญ่กว่าไทยถึง 3.53 เท่า และประเทศเมียนมาร์ ซึ่งใหญ่กว่าไทย 27%
แสดงว่าบรรพบุรุษของเขารบเก่ง
เก็บที่ไว้ให้ลูกหลานมากมาย แม้จะเคยกลายเป็นเมืองขึ้นอังกฤษถึงเกือบร้อยปี
เพราะพระราชาของเขาไม่ยอมศิโรราบต่ออังกฤษ
แถมเมื่อแพ้สงครามยังถูกจับไปเป็นเชลยอยู่อินเดียเสียอีก
อย่างกัมพูชามีขนาดประเทศเพียง 1/3 ของไทย
ฟิลิปปินส์และลาวก็มีขนาดราวครึ่งหนึ่งของไทย เวียดนามและมาเลเซียก็ราว 2/3
ของไทย ส่วนบรูไนและสิงคโปร์ก็เป็นมีขนาดไม่ถึง 1% ของไทยด้วยซ้ำไป
ยิ่งหากดูญี่ปุ่น ก็มีขนาดเพียง 3/4 ของไทย ส่วนอินเดียมีขนาดประมาณ 6
เท่าของไทย ส่วนสหรัฐอเมริกาและจีนมีขนาด 18 และ 19 เท่าของไทย
ซึ่งนับว่าใหญ่มาก
ในแง่
ประชากร ไทยเรามีเกือบ 68
ล้านคนแล้ว อินโดนีเซียนับเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดถึง 253
ล้านหรือเกือบ 4 เท่าของไทย ฟิลิปปินส์มีประชากรมากกว่าไทย 59%
เวียดนามมีมากกว่าไทย 38%
ส่วนเมียนมาร์ที่มีขนาดประเทศใหญ่กว่าแต่มีประชากรเพียง 82% ของไทย
มาเลเซียก็ราว 44% ของไทย กัมพูชามีเพียง 1/4 ของไทย ส่วนประชากรลาวมีเพียง
1/10 ของไทยเท่านั้น
เมื่อพิจารณาถึง
ความหนาแน่นของประชากร
ไทยมีประชากรราว 132 คนต่อตารางกิโลเมตร ลาวมีเพียง 29
คนต่อตารางกิโลเมตร
จึงทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและน้ำได้เพียงพอและสามารถส่งออกได้
น่าสังเกตว่าประชากรของสิงคโปร์อยู่กันถึง 8,104 คนต่อตารางกิโลเมตร
หนาแน่นกว่ากรุงเทพมหานครที่มีความหนาแน่นเพียง 3,500
คนต่อตารางกิโลเมตร แต่ปรากฏว่าสิงคโปร์กลับไม่มีสภาพแออัด
เพราะเขาอยู่กันอย่างหนาแน่นในแนวสูง
ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ไทยพึงศึกษาเป็นเยี่ยงอย่าง
จะได้ไม่ทำลายพื้นที่ชนบทโดยรอบไปหมด
นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของไทยที่
อัตราการเพิ่มของประชากรเพียง
0.4% ต่อปี จึงไม่มีจำนวนประชากรมากจนเกินไป ซึ่งก็พอ ๆ
กับจีน ส่วนญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่จำนวนประชากรติดลบหรือลดลงปีละ 0.1%
ขณะนี้จีนมีประชากรมากที่สุดถึง 1,356 ล้านคน ตามมาด้วยอินเดีย 1,236
ล้านคน
และมีโอกาสเป็นไปได้ที่อินเดียจะมีประชากรมากกว่าจีนในเวลาอีกไม่เกิน 12 ปี
สัดส่วนประชากรเมืองเป็นประเด็นที่
พึงพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง น่าแปลกที่ไทยมีประชากรเมืองเพียง 34% ประเทศอื่น ๆ
ในอาเซียนโดยเฉพาะมาเลเซีย อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
กลับมีสัดส่วนประชากรเมืองสูงกว่าไทยมาก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะประเทศเหล่านี้
เป็นประเทศเกาะ จึงมีประชากรอยู่ตามเมืองท่ามากกว่า ส่วนไทยมีชนบทอันไพศาล
ที่ขยายตัวจากการบุกรุกป่ามาเป็นเวลานับสิบ ๆ ปีที่ผ่านมา
จึงมีประชากรเมืองน้อยกว่า
ยิ่งกว่านั้น ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว
ญี่ปุ่นต่างมีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง ประชาชนไปอยู่ไม่ค่อยได้ จึงทำให้
อยู่กันตามเมืองท่า ตามที่ราบชายทะเลเป็นหลัก
จึงรักษาป่าไม้ไว้ได้มากกว่าไทย ส่วนไทยนั้นมีพื้นราบมากกว่า
เช่นเดียวกับเกาะชวาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นที่ราบมาก
จึงทำให้แทบทั้งเกาะกลายสภาพเป็นพื้นที่เมือง ส่วนเกาะอื่น ๆ
มีประชากรน้อยกว่ามาก เกาะชวาที่มีขนาดเพียง 27% ของประเทศไทย
มีประชากรอยู่ถึง 143 ล้านหรือ 56% ของประชากรอินโดนีเซียทั้งหมด
มีความหนาแน่นถึง 1,030 คนต่อตารางกิโลเมตร
ในแง่
ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติพบว่า
ขนาดเศรษฐกิจอินโดนีเซียใหญ่สุดคือเท่ากับ 2 เท่าของไทย
จึงถือว่าประเทศนี้เป็นยักษ์ใหญ่ที่เพิ่งตื่นจากหลับ
สิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 50% ของไทย
ซึ่งถือว่ามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพียงเล็กน้อย
อาจกล่าวได้ว่ามาเลเซียมีขนาดเศรษฐกิจราว 3/4 ของไทย ส่วนฟิลิปปินส์มีขนาด
2/3 และเวียดนามกับสิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจเท่ากับครึ่งหนึ่งของไทย
แต่เมื่อเทียบกับ
รายได้ประชาชาติต่อหัว
จะพบว่าคนสิงคโปร์รวยกว่าคนไทยถึง 6 เท่า
ทั้งที่เมื่อสิบปีก่อนรวยกว่าเพียง 5 เท่า
แสดงว่าสิงคโปร์เจริญเร็วกว่าไทยมาก ชาวบรูไนก็รวยกว่าคนไทย 5 เท่า พอ ๆ
กับชาวสหรัฐอเมริกา ส่วนคนญี่ปุ่นรวยกว่าไทย 4 เท่า
ที่น่าสังเกตก็คือจีนมีรายได้ประชาชาติต่อหัวเท่าไทยแล้ว ทั้งที่เมื่อ 30
ปีก่อนหากกันมาก ผมจำได้ว่าตอนไปเรียนเบลเยียมเมื่อปี 2529
สถาปนิกจีนมีรายได้เป็นเงินไทยเพียง 400 บาท
ขณะที่สถาปนิกไทยในขณะนี้คงมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 บาท
ทุกประเทศที่นำมาเปรียบเทียบมี
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจดี
กว่าไทยแทบทั้งสิ้น ยกเว้นญี่ปุ่นประเทศเดียว จากข้อมูลของธนาคารโลก พบว่า
ในปี 2558-2559
ประเทศในภูมิภาคอาเซียนและเอเซียตะวันออกจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ
7% โดยเฉลี่ย แต่ของไทยคงเฉลี่ยเพียง 4-4.5%
เท่านั้น ข้อนี้เป็นข้อน่ากังวลว่าในไม่ช้าประเทศที่ด้อยกว่าไทยจะกระโดด
ขึ้นมาหายใจรดต้นคอไทยแล้ว
สำหรับ
สัดส่วนประชากรยากจน
พบว่าคนไทย 13.2%
มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แน่นอนว่าประเทศที่ยากจนกว่าไทยส่วนใหญ่จะมี
สัดส่วนประชากรยากจนสูงกว่าไทย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่แตกต่าง
กัน การเป็นคนจนในประเทศไทยยังดีที่เรายังมีชนบทอันไพศาล
มีเศรษฐกิจการยังชีพที่ไม่ใช้เงิน (Subsistence Economy) เช่นปลูกข้าว ผัก
จับกบเขียดหากินได้พอสมควร แต่ถ้าเป็นคนจน คนไร้บ้านในญี่ปุ่น
สหรัฐอเมริกา ชีวิตคงแร้นแค้น ฟื้นคืนได้ยากกว่า
ว่าที่จริงแล้วประเทศเช่นกัมพูชา ลาว
เป็นประเทศที่มีลักษณะพึ่งพิงประเทศไทยเป็นอย่างมาก
หากเราสามารถรักษาไว้เป็นพวก คงจะดีไม่น้อย
และเป็นโอกาสในการลงทุนของคนไทยได้อีกด้วย นอกจากนี้เมียนมาร์และเวียดนาม
ก็เป็นแหล่งการค้าและการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ
ทั้งนี้คงขึ้นอยู่กับนโยบายการต่างประเทศที่ชาญฉลาดของไทย
แต่ในขณะนี้ไทยยังไม่เป็นประเทศประชาธิปไตย
ยังไม่อาจเป็นผู้นำในอาเซียนได้ดังเก่า ซึ่งคงต้องพยายามต่อไป
จากการสำรวจของศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (
www.area.co.th)
ประเทศที่ควรลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดก็คืออินโดนีเซียและ
ฟิลิปปินส์
ซึ่งมีข้อกฎหมายที่คล้ายคลึงกับไทย ส่วนประเทศอินโดจีนยังเป็นลักษณะประเทศ
สังคมนิยมที่มีข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน ส่วนหากจะลงทุนซื้อทรัพย์สิน
ก็ควรพิจารณาสิงคโปร์ ซึ่งนักลงทุนมาเลเซีย
และอินโดนีเซียให้ความสนใจไปลงทุนมากเป็นพิเศษ
สำหรับประเทศพี่ใหญ่ของไทยคือจีนและอินเดียนั้นน่าสนใจเป็นอย่าง
ยิ่งในแง่ประชากร หากนับจำนวนประชากรที่มีรายได้ระดับสูง 10%
แรกก็มีจำนวน 124-136 ล้านคนเข้าไปแล้ว
หากสามารถนำมาท่องเที่ยวและลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย
ก็คงทำให้ไทยเจริญขึ้นอีกมาก แต่ขณะนี้ไทยยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ คงเป็น
ที่หนักใจในการลงทุน และเสียโอกาสไปเป็นอย่างมาก
และอีกอย่างหากจะให้ต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย
ก็พึงมีภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และอาจรวมภาษีมรดก
เพื่อเก็บภาษีจากนักลงทุนต่างชาติได้ด้วย
ในอาเซียนมีเพียงบรูไนที่รวยกว่าไทย และเมียนมาร์ที่จนกว่าไทยมาก
รวมทั้งประเทศไทยที่ยังไม่มีภาษีนี้ ดังนั้นหากเปิดให้ต่างชาติซื้อ
อสังหาริมทรัพย์ในไทยโดยไม่มีกฎหมายนี้
(เพราะผู้ยิ่งใหญ่ในไทยไม่ยอมเสียภาษี)
ก็เท่ากับเราให้ต่างชาติยกแผ่นดินให้ต่างชาติฟรี ๆ ไป
โดยสรุปแล้วหนทางข้างหน้าของไทย ยังขรุขระ
เราต้องร่วมกันพัฒนาประเทศ พัฒนาประชาธิปไตยเพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรี
และโอกาสความเจริญของชาติไทยเรา
ผู้แถลง:
ดร.โสภณ พรโชคชัย (
sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA (
www.area.co.th):
ซึ่งเป็นองค์กรที่มีฐานข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภาคสนามขนาดใหญ่ที่สุดและปรับ
ปรุงให้ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย และดำเนินการเก็บข้อมูลต่อเนื่องมาตั้งแต่
พ.ศ.2537 เป็นศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางทางวิชาการ
และเป็นอิสระทางวิชาชีพ โดยไม่ถูกครอบงำโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใด ๆ
สมาชิกของศูนย์ข้อมูลฯ ได้รับข้อมูลที่เป็น First-hand information
ในเวลาเดียวกัน
ที่มา:http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_anpg.php?strquey=area_announcement836.htm